ไม่ไกลจากฐานปฏิบัติการบ้านนอแล ชายแดนไทย พม่า ย้อนมาหน่อยเดียว สักกิโลหนึ่ง ก็ถึงทางแยกไปขอบด้ง เราเลยแวะไปดู
ทางเข้าเป็นทางคอนกรีตเสียด้วย แต่แคบพอรถสวนกันได้พอดี บ้านเรือนปลูกอยู่ตรงที่ลาดเอียงบนยอดเขา เด็กน้อยที่เข้ามาอาสาเป็นไกด์ให้เรา คุยด้วย บอกว่าเขาเป็นชาวมูเซอร์ดำ เด็กชาวเขารุ่นนี้พูดไทยกลางชัดมาก อีกหน่อย ชาวเขารุ่นคนที่พูดไทยกลางไม่ชัดคงหมดไป
หลายบ้านที่ติดกับถนนมีปิ๊คอัพด้วยนะ จอดซ่อนอยู่ในเพิง มีผ้าปิดท้ายเพิงด้วย คล้ายเป็นโรงรถของชาวเรา ดูเหมือนว่าจะเป็นพาหนะใช้งานที่สำคัญในอาชีพของเขา ขนส่งผลผลิต
ชาวเขาบางส่วนเอาหญ้ามาย้อมสีถักเป็นกำไลและเครื่องใช้ต่างๆ
Stories centered around my personal life and my contemplation of ideas.
Tuesday, December 17, 2013
Sunday, December 15, 2013
แวะชม ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล ชายแดนไทย-พม่า ดอยอ่างขาง
ขึ้นไปด้านบนจากโครงการหลวงดอยอ่างขาง เลยสถานีอุตุนิยมไปอีกหลายกิโลเมตร ไปสุดชายแดนที่ยอดเขามีหน่วยทหารรักษาการชายแดนตั้งอยู่ เป็นทหารม้า มีป้ายบอกว่า ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล
เราขออนุญาตยามรักษาการเอารถขึ้นไปจอดบนฐาน มีลานจอด ฮ. ด้วย
เลยฐานไปหน่อยเดียวมีป้ายสุดเขตประเทศไทย และมีรั้วลวดหนาม ไกลออกไปมีฐานของทหารพม่าตั้งอยู่ และบนเนินเขาถัดไปก็มีฐานทหารพม่าตั้งประจัญอยู่ ปักเสาธงพม่าสูงลิ่ว วันที่เราไปทหารไทยเราเลยเปลี่ยนเสาธงเป็นเสาสเตนเลส เอาให้สูงมั่ง
หน้าค่ายทหาร มีขาวเขามาขายของเยอะแยะ
เราขออนุญาตยามรักษาการเอารถขึ้นไปจอดบนฐาน มีลานจอด ฮ. ด้วย
เลยฐานไปหน่อยเดียวมีป้ายสุดเขตประเทศไทย และมีรั้วลวดหนาม ไกลออกไปมีฐานของทหารพม่าตั้งอยู่ และบนเนินเขาถัดไปก็มีฐานทหารพม่าตั้งประจัญอยู่ ปักเสาธงพม่าสูงลิ่ว วันที่เราไปทหารไทยเราเลยเปลี่ยนเสาธงเป็นเสาสเตนเลส เอาให้สูงมั่ง
หน้าค่ายทหาร มีขาวเขามาขายของเยอะแยะ
เข้าพักที่ รีสอร์ทธรรมชาติ ดอยอ่างขาง
โรงแรมที่เราจองห้องพักไว้นี้อยู่บนเนินสูงกว่าโครงการหลวง วันที่เราไปถึงตอนบ่าย อุณหภูมิที่นั่นแค่ ๑๗ องศา เย็นสบายดี ที่แน่ๆ เย็นกว่าเชียงดาว เย็นกว่าแม่ริม
รถยนต์ต้องจอดไว้ที่ลานด้านล่าง หน้าโรงแรม จากนั้นต้องติดต่อล๊อบบี้เรียกรถไฟฟ้าเพื่อพาพวกเราพร้อมกระเป๋าขึ้นไปส่งห้องพัก เรือนพักปลูกเป็นเรือนแฝดใต้ถุนสูง เรือนละสองห้อง ปลูกอยู่ตามเนินสูงขึ้นไป ถ้าใครจะเดินออกกำลังก็ต้องอ้อมไปมาตามถนนคอนกรีตเล็กๆ ที่สร้างไว้พอดีกับความกว้างของรถไฟฟ้า
เรือนพักอยู่สูง แต่มองอะไรไกลๆ ก็ไม่เห็นมากนัก เพราะทิวต้นไม้บังเสียมาก
ได้ยินคนเขาพูดกันบนเน็ตว่า ที่พักที่เราเลือกนี่เป็นรีสอร์ทหรู คงเพราะจัดการดูแลโดย อามารี แต่เราดูสภาพก็ว่าธรรมดานะ แต่หากไปเทียบกับที่บางคนเอาเต้นท์ไปกางในลานบนดอย ที่นี่ก็หรูแหละ แต่ละเตียงมี heating pad ให้ความอบอุ่นด้วย
พวกเรา พ่อ แม่ ลูก เข้าไปรวมพักอยู่ในห้องเดียวกัน เจตนาในใจก็เพื่อเหลือห้องให้คนอื่นได้เข้าพักด้วย ที่นี่มีห้องไม่มาก แค่ ๗๔ ห้อง นอกจากนี้ค่าเตียงเสริมก็ประหยัดกว่าค่าจองพักสองห้อง แล้วก็ จะได้แน่ใจว่าลูกสาวปลอดภัย พักอยู่กับพ่อแม่
ถ้ามาพักหลังวันที่ ๑๕ ธันวาคม ดอกไม้จะสวยกว่านี้ และจะแพงขึ้น เพราะเขาถือว่าเข้าสู่ไฮซีซันของอ่างขาง ผมคิดว่า ถ้าใครจะมาพักอ่างขาง ให้สวยจริงๆ ก็คงต้องยอมจ่ายแพงกว่า หรือไม่งั้น ก็ต้องเอาเต้นท์ไปกางแหละ
(Ang Khang Nature Resort Hotel)
รถยนต์ต้องจอดไว้ที่ลานด้านล่าง หน้าโรงแรม จากนั้นต้องติดต่อล๊อบบี้เรียกรถไฟฟ้าเพื่อพาพวกเราพร้อมกระเป๋าขึ้นไปส่งห้องพัก เรือนพักปลูกเป็นเรือนแฝดใต้ถุนสูง เรือนละสองห้อง ปลูกอยู่ตามเนินสูงขึ้นไป ถ้าใครจะเดินออกกำลังก็ต้องอ้อมไปมาตามถนนคอนกรีตเล็กๆ ที่สร้างไว้พอดีกับความกว้างของรถไฟฟ้า
เรือนพักอยู่สูง แต่มองอะไรไกลๆ ก็ไม่เห็นมากนัก เพราะทิวต้นไม้บังเสียมาก
ได้ยินคนเขาพูดกันบนเน็ตว่า ที่พักที่เราเลือกนี่เป็นรีสอร์ทหรู คงเพราะจัดการดูแลโดย อามารี แต่เราดูสภาพก็ว่าธรรมดานะ แต่หากไปเทียบกับที่บางคนเอาเต้นท์ไปกางในลานบนดอย ที่นี่ก็หรูแหละ แต่ละเตียงมี heating pad ให้ความอบอุ่นด้วย
พวกเรา พ่อ แม่ ลูก เข้าไปรวมพักอยู่ในห้องเดียวกัน เจตนาในใจก็เพื่อเหลือห้องให้คนอื่นได้เข้าพักด้วย ที่นี่มีห้องไม่มาก แค่ ๗๔ ห้อง นอกจากนี้ค่าเตียงเสริมก็ประหยัดกว่าค่าจองพักสองห้อง แล้วก็ จะได้แน่ใจว่าลูกสาวปลอดภัย พักอยู่กับพ่อแม่
ถ้ามาพักหลังวันที่ ๑๕ ธันวาคม ดอกไม้จะสวยกว่านี้ และจะแพงขึ้น เพราะเขาถือว่าเข้าสู่ไฮซีซันของอ่างขาง ผมคิดว่า ถ้าใครจะมาพักอ่างขาง ให้สวยจริงๆ ก็คงต้องยอมจ่ายแพงกว่า หรือไม่งั้น ก็ต้องเอาเต้นท์ไปกางแหละ
(Ang Khang Nature Resort Hotel)
เส้นทางสู่ดอยอ่างขาง
บ้านเมืองนะ อยู่ไม่ไกลจากชายแดนพม่า
เมื่อกลับจากวัดถ้ำเมืองนะ ผมขับรถย้อนมาสิบกว่ากิโลมาถึงทางแยก ที่มีด่านตรวจของทหาร จากนั้นขับรถขึ้นเหนือไป ตามป้ายบอกว่าไปอีกราว ๕๐ กิโลเมตร
ถนนคดเคี้ยวขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทางชันขึ้นเป็นบางช่วง แต่ไม่มาก กำลังขับรถสนุก ระหว่างทางบางช่วงก็มีที่แวะพักหมู่บ้านอดีตทหารก๊กมินตั๋ง ดูคล้ายหมู่บ้านที่ดอยแม่สะลอง บางจุดก็มีที่จอดรถชมวิวสวย อย่างที่ถ่ายรูปมาด้านล่าง แต่ใครอย่าไปรถเสียบนนั้นเชียวนะ (มีคนเคยไปรถเสียที่ยอดเขาจุดนั้นมาแล้ว เคาะเสียหน่อย ป๊อกๆ)
ช่วงที่ไปต้นธันวาคม ดอกซากุระไทยยังไม่ค่อยออก ผมว่าถ้ามาปลายเดือนธันวาคมจะสวยกว่านี้
เมื่อกลับจากวัดถ้ำเมืองนะ ผมขับรถย้อนมาสิบกว่ากิโลมาถึงทางแยก ที่มีด่านตรวจของทหาร จากนั้นขับรถขึ้นเหนือไป ตามป้ายบอกว่าไปอีกราว ๕๐ กิโลเมตร
ถนนคดเคี้ยวขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทางชันขึ้นเป็นบางช่วง แต่ไม่มาก กำลังขับรถสนุก ระหว่างทางบางช่วงก็มีที่แวะพักหมู่บ้านอดีตทหารก๊กมินตั๋ง ดูคล้ายหมู่บ้านที่ดอยแม่สะลอง บางจุดก็มีที่จอดรถชมวิวสวย อย่างที่ถ่ายรูปมาด้านล่าง แต่ใครอย่าไปรถเสียบนนั้นเชียวนะ (มีคนเคยไปรถเสียที่ยอดเขาจุดนั้นมาแล้ว เคาะเสียหน่อย ป๊อกๆ)
ช่วงที่ไปต้นธันวาคม ดอกซากุระไทยยังไม่ค่อยออก ผมว่าถ้ามาปลายเดือนธันวาคมจะสวยกว่านี้
กินข้าวขาหมูที่เชียงดาว แวะถ้ำเมืองนะ
ปลายทางเรามุ่งจะไปดอยอ่างขาง ระหว่างทางได้เวลากินข้าวกลางวันที่เชียงดาว เพื่อนบนเน็ทแนะเรื่องข้าวขาหมูอร่อยในเมืองเอาไว้ ก็เลยแวะ เห็นร้านหนึ่งในตลาดขึ้นป้ายว่าเป็นเจ้าเก่า รสชาดใช้ได้ ก็เลยแวะทาน ผมจัดการไป ๒ จาน
แอบได้ยินมาว่า ลูกชายเจ้าของร้านเพิ่งมาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ด้วย จำไม่ได้ว่าแกไปเปิดที่ไหน ใครอยากไปชิม ลองค้นดูเอาเองเผื่อจะเจอ
จากนั้นครอบครัวเรารีบมุ่งจะขึ้นดอยอ่างขางทางเชียงดาว ตามคำแนะนำในหนังสือของโครงการหลวง เพราะทางไม่ค่อยชันเท่าไร และมีดอกซากุระไทยออกดอกสวยงาม เรื่องทางชันมากรถผมเองคงไม่มีปัญหา อยากจะลองไปเสียอีก แต่เห็นพูดเรื่องดอกไม้สวย ก็เลยตัดสินใจมาทางนี้
แอบได้ยินมาว่า ลูกชายเจ้าของร้านเพิ่งมาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ด้วย จำไม่ได้ว่าแกไปเปิดที่ไหน ใครอยากไปชิม ลองค้นดูเอาเองเผื่อจะเจอ
(picture: Chiang Dao's Chinese style pork leg on rice)
ออกจากเชียงดาว เราไปแวะ วัดถ้ำเมืองนะ ไม่เจอหลวงตา ได้ยินแต่เสียงเทปท่านสวดมนต์บทจักรพรรดิ์ของหลวงปู่ดู่ลั่นไปหมด เราไปไหว้พระในถ้ำ และร่วมทำบุญเล็กน้อย เพราะวัดนี้กำลังก่อสร้างอะไรๆ แยะ โบสถ์สวยแต่ยังไม่เสร็จ
ในส่วนตัวผมไม่ได้เป็นศิษย์สายวัดนี้ แต่ว่าเคารพหลวงปู่ดู่ เพื่อนสวนกุหลาบผมคนหนึ่งเป็นนายพลเรือ เป็นผู้เคยบวชกับท่านตั้งแต่ครั้งองค์ท่านยังมีชีวิตอยู่ ผมเลยเข้าใจนัยจากการพูดคุยกับเขาว่า หลวงปู่ดู่ และรวมถึง หลวงปู่ทวดในอดีต (สมัยอยุธยา) ก็คือ อวตารขององค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย์ ซึ่งจะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคต เพื่อนผมที่เป็นนายพลคนนี้มีสมาธิสามารถตรวจสอบพลังวัตถุมงคลได้จากการสัมผัส บอกได้ว่าอะไรของจริงของเทียม เขาเคยบอกว่า ของที่หลวงปู่ดู่ทำพิธีจะมีพลังแรงมาก
จากนั้นครอบครัวเรารีบมุ่งจะขึ้นดอยอ่างขางทางเชียงดาว ตามคำแนะนำในหนังสือของโครงการหลวง เพราะทางไม่ค่อยชันเท่าไร และมีดอกซากุระไทยออกดอกสวยงาม เรื่องทางชันมากรถผมเองคงไม่มีปัญหา อยากจะลองไปเสียอีก แต่เห็นพูดเรื่องดอกไม้สวย ก็เลยตัดสินใจมาทางนี้
แวะ น้ำพุร้อนสันกำแพง
ขากลับออกมาจากแม่กำปอง แม่ออน ผ่านน้ำพุร้อนสันกำแพง เลยแวะเสียหน่อย
คนมากเป็นพันๆ เพราะเป็นวันหยุด เห็นเขาเอาไข่ไปต้มกินในน้ำปนกำมะถัน และก็ไปนั่งเอาเท้าไปแช่น้ำร้อนกัน ใครอยากได้ร้อนมากร้อนน้อย ก็เลือกทำเลให้ใกล้ไกลต้นน้ำพุร้อนเอาเอง ครอบครัวเราแรกไปนั่งใกล้ต้นน้ำ ร้อนจี๋ เลยขยับลงมาช่วงกลางลำธารไกลหน่อย เพราะช่วงคนแยะ แถวที่นั่งจุ่มนั่นเหลือแค่ ๔๐ องศาเองละมัง
ก่อนกลับขึ้นรถ เห็นคนชอบไปนั่งถ่ายรูปที่ป้าย ลุงกะป้าเลยเลียนแบบชาวบ้านบ้าง
คนมากเป็นพันๆ เพราะเป็นวันหยุด เห็นเขาเอาไข่ไปต้มกินในน้ำปนกำมะถัน และก็ไปนั่งเอาเท้าไปแช่น้ำร้อนกัน ใครอยากได้ร้อนมากร้อนน้อย ก็เลือกทำเลให้ใกล้ไกลต้นน้ำพุร้อนเอาเอง ครอบครัวเราแรกไปนั่งใกล้ต้นน้ำ ร้อนจี๋ เลยขยับลงมาช่วงกลางลำธารไกลหน่อย เพราะช่วงคนแยะ แถวที่นั่งจุ่มนั่นเหลือแค่ ๔๐ องศาเองละมัง
ก่อนกลับขึ้นรถ เห็นคนชอบไปนั่งถ่ายรูปที่ป้าย ลุงกะป้าเลยเลียนแบบชาวบ้านบ้าง
แวะวัดแม่กำปอง
ระหว่างทางขึ้นไปน้ำตก เจอวัดข้างทาง เคยอ่านเจอจากหนังสือมาว่า วัดแม่กำปอง หรือ วัดคันธาพฤกษา มีสิ่งน่าสนใจคือ อุทกสีมา หรือ พระอุโบสถกลางน้ำ ก็เลยแวะชมหน่อย แต่ขี้เกียจไต่ลงไป ก็เลยถ่ายรูปจากริมตลิ่งด้านบน และเข้านมัสการพระพุทธรูปในวิหารไม้หลังเดิมแทน หยอดตู้บริจาคช่วยทำบุญไปหน่อยด้วย เพราะเห็นด้านหลังมีช่างกำลังก่อสถูปอยู่ และวิหารไม้หลังนี้ก็กำลังซ่อมหลังคาอยู่ ด้านบนต้นไม้เถาวัลย์และเฟิร์นขึ้นเต็ม ดูบรรยากาศเป็นป่าดี
Subscribe to:
Posts (Atom)

















































